ทำไม ProDerma ไม่ ฉีดคอลลาเจนสด

Atelocollagen เป็นคอลลาเจนชนิดที่ผ่านการกำจัดส่วนปลายของโมเลกุล (Telopeptide) เพื่อลดการกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน จึงถูกนำมาใช้ในงานวิศวกรรมเนื้อเยื่อ การสมานแผล และเวชศาสตร์ความงามมาหลายปี อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีสำหรับการฟื้นฟูผิวหลายกลุ่ม เช่น Hyaluronic Acid Skin Booster, Poly-L-Lactic Acid (PLLA), Calcium Hydroxylapatite (CaHA) และ Biostimulator ชนิดอื่น ๆ ทำให้หลายคนสงสัยว่า Atelocollagen ยังมีบทบาทอย่างไรในเวชศาสตร์ความงามยุคปัจจุบัน

บทความนี้จะอธิบายว่า Atelocollagen คืออะไร มีกลไกการทำงานอย่างไร ข้อดี ข้อจำกัด และความแตกต่างเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีฟื้นฟูผิวในปัจจุบัน เพื่อช่วยให้เข้าใจข้อมูลทางการแพทย์มากขึ้น ทั้งนี้การเลือกแนวทางการรักษาควรขึ้นอยู่กับปัญหาผิวและดุลยพินิจของแพทย์ในแต่ละบุคคล

ทำไม ProDerma ไม่ ฉีดคอลลาเจนสด แต่เลือกใช้ Biostimulator และ Filler แทน

🔍 Key Highlights: ทำไมแพทย์ผิวหนัง ProDerma เลือกใช้ Atelocollagen แทนคอลลาเจนสดทั่วไป?

เจาะลึกเหตุผลด้านความปลอดภัยและผลลัพธ์ทางการแพทย์ในการเลือกเติมคอลลาเจนให้ชั้นผิวอย่างถูกวิธี

  • ▪ “คอลลาเจนสด” ส่วนใหญ่เป็นเพียงชื่อทางการตลาด (Marketing Name)
    ไม่มีงานวิจัยรองรับชัดเจน และเสี่ยงต่อการแพ้หรือจับตัวเป็นก้อนแข็งใต้ผิวได้ง่าย
ProDerma ทุกเคสจะได้รับการวิเคราะห์สภาพผิวและทำหัตถการโดยบอร์ดแพทย์ผิวหนังเฉพาะทางเท่านั้น เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่ตรงจุดที่สุดครับ

Collagen สด คืออะไรคอลลาเจนสด  (Fresh Collagen หรือ Atelocollagen)

คลอลาเจนสด หรือ injectable collagen คือการนำคอลลาเจนจากแหล่งภายนอก เช่น สัตว์หรือสังเคราะห์ เช่นหมู หรือวัว ฉีดเข้าสู่ผิวโดยตรง โดยมีจุดประสงค์เพื่อเพิ่มความตึง กระชับ หรือฟื้นฟูผิวในระยะสั้น

อย่างไรก็ตาม แนวทางนี้ ไม่ใช่มาตรฐานหลักของแพทย์ผิวหนังในปัจจุบัน ยังไม่มีงานวิจัยรับรองอย่างชัดเจน และไม่ผ่าน US FDA

ฉีดคอลลาเจนสด
ฉีดคอลลาเจนสด

ทำไม ProDerma ไม่เลือกฉีดคอลลาเจนสด

1. Collagen สดไม่ใช่คอลลาเจนของร่างกายเรา

คอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปถือเป็น foreign body ร่างกายอาจตอบสนองด้วยการอักเสบ หรือพยายามกำจัดออก

ในอดีตเคยมีการนำคอลลาเจนสดเข้ามาฉีดในร่างกายมนุษย์เพื่อหวังในการกระตุ้นคอลลาเจน หลังจากมีการใช้ไประยะหนึ่งพบว่าทำให้เกิดการอักเสบที่ผิวค่อนข้างมากในระยะยาว จึงมีการนำวิธีการนี้ออกไป

แต่ปัจจุบันเริ่มมีคอลลาเจนสดจากบริษัทของประเทศเกาหลีที่อ้างว่าได้นำสาร ที่ทำให้มีโอกาสแพ้ telopeptide ออกไปและจะลดโอกาสการแพ้ได้

แต่ในความเห็นของแพทย์เฉพาะทางผิวหนังแล้วโอกาสเกิดการแพ้อาจจะไม่ได้เกิดจากส่วนประกอบเดียวเท่านั้น การที่เรานำเซลล์จากสิ่งมีชีวิตชนิดอื่นเข้าไปในร่างกายอาจจะส่งผลในระยะยาวซึ่งควรมีการศึกษาวิจัยเพิ่มเติมก่อนนำมาใช้

2. มีความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน

จากรายงานทางการแพทย์ อาจพบได้ เช่น
• การแพ้
• การอักเสบเรื้อรัง
• การเกิดก้อนแข็งหรือ granuloma
• พังผืดใต้ผิว ซึ่งแก้ไขได้ยาก

ตุ่มการแพ้จากการฉีด คอลลาเจนจากวัว

3. ไม่ได้ฟื้นฟูโครงสร้างผิวจริง

คอลลาเจนเป็นโมเลกุลขนาดใหญ่ เมื่อฉีดเข้าไป ไม่สามารถเรียงตัวเป็นโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ
ผลลัพธ์มักอยู่ได้ไม่นาน และไม่ช่วยกระตุ้นการซ่อมแซมผิว

ปัจจุบัน ยังไม่มีงานวิจัย ที่เชื่อถือได้ว่าการฉีด collagen สด  จะอยู่ในร่างกายนานเท่าไหร่ และได้ประสิทธิภาพอย่างไรบ้าง
ซึ่งน่าจะต้องใช้การการศึกษาค้นคว้าในอนาคต

4.ราคาสูง 

ปัจจุบันมีการขายประมาณ 16,000-20,000 บาท ต่อครั้ง ซึ่งหากพิจารณาในประสิทธิภาพ และความปลอดภัยแล้ว คิดว่าราคาสูงเกินไป

Biostimulator คืออะไร และทำงานอย่างไร

Biostimulator คือกลุ่มสารที่ไม่ได้เติมคอลลาเจนเข้าไปโดยตรง แต่ กระตุ้นเซลล์ fibroblast ให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนของตัวเอง

จุดเด่นของ Biostimulator
• คอลลาเจนที่ได้เป็นของร่างกายจริง
• เรียงตัวตามโครงสร้างผิวตามธรรมชาติ
• ลดความเสี่ยงการแพ้และพังผืด
• ผลลัพธ์ดูเป็นธรรมชาติ และยั่งยืนกว่า

สารในกลุ่ม Biostimulator กับความปลอดภัยในการใช้งานทางการแพทย์

สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนในกลุ่ม Biostimulator มีอยู่หลายชนิด เช่น PLLA (Sculptra), CaHA (Radiesse) และ Hybrid Biostimulator บางประเภท ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสารที่มีการใช้งานในทางการแพทย์มาอย่างยาวนานกว่า 20 ปี

สารเหล่านี้หลายรายการได้รับการรับรองจาก องค์การอาหารและยา ทั้งในประเทศไทยและประเทศสหรัฐอเมริกา และมีข้อมูลการใช้งานทางคลินิกสะสมอย่างต่อเนื่องในวงกว้าง

แม้ว่าจะมีรายงาน การเกิดผลข้างเคียงจากสารในกลุ่มนี้อยู่บ้าง แต่เนื่องจากเป็นหัตถการที่มีการใช้งานมาเป็นระยะเวลานาน ร่วมกับการพัฒนาเทคนิคการฉีดและแนวทางการดูแลอย่างต่อเนื่อง ทำให้แพทย์สามารถ ประเมินความเสี่ยง ป้องกัน และจัดการกับผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้อย่างเหมาะสม

ด้วยเหตุนี้ สารในกลุ่ม Biostimulator จึงถือเป็นแนวทางการรักษาที่มี ข้อมูลด้านความปลอดภัยและแนวทางการแก้ไขภาวะแทรกซ้อนค่อนข้างชัดเจน เมื่อดำเนินการโดยแพทย์ผู้มีประสบการณ์ และอยู่ภายใต้การประเมินที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล

Filler มีบทบาทอย่างไร

Dermal filler โดยเฉพาะ Hyaluronic Acid (HA) ถูกใช้เพื่อ ทดแทนปริมาตรที่หายไปทันที เช่น ร่องลึก หรือโครงหน้า

ข้อดีของ Filler หรือ สารเติมเต็ม
• โครงสร้างใกล้เคียงสารธรรมชาติในผิว
• ควบคุมตำแหน่งและผลลัพธ์ได้แม่นยำ
• หากเกิดปัญหา สามารถแก้ไขได้

ยังจำเป็นต้องใช้ฟิลเลอร์หรือไม่ ในยุคของสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน

แม้ในปัจจุบันจะมีสารในกลุ่ม Biostimulator ที่ช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนของผิวได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ ฟิลเลอร์ยังคงมีบทบาทสำคัญและไม่สามารถทดแทนกันได้ทั้งหมด

เนื่องจากบทบาทหลักของฟิลเลอร์คือ การเติมเต็ม (Volumization / Contouring) เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญเสียปริมาตรของใบหน้าในตำแหน่งที่ต้องการผลลัพธ์ทันที ขณะที่สารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนจะทำหน้าที่ ฟื้นฟูโครงสร้างผิวในระยะยาว และไม่สามารถให้ผลลัพธ์ด้านการเติมเต็มในลักษณะเดียวกับฟิลเลอร์ได้

ด้วยเหตุนี้ การดูแลผิวและโครงสร้างใบหน้าในปัจจุบันจึงมักใช้แนวคิดแบบ ผสมผสาน (Combination Approach) โดยแพทย์จะพิจารณาเลือกใช้ฟิลเลอร์และสารกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนให้เหมาะสมกับปัญหาและเป้าหมายของแต่ละบุคคล เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติและสมดุลมากที่สุด

แนวคิดการรักษาของ ProDerma

ProDerma เลือกแนวทางที่ ไม่เติมสารที่ร่างกายไม่ต้องการ
แต่กระตุ้นให้ผิวฟื้นฟูตัวเองอย่างปลอดภัย

การเลือกใช้ Biostimulator และ Filler
เป็นการดูแลผิวตามหลักแพทย์ผิวหนังสากล โดยคำนึงถึง ความปลอดภัย ผลลัพธ์ระยะยาว และความเป็นธรรมชาติ

การใช้คลอลาเจนสด น่าจะต้องรอการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมต่อไป

proderma

โทรศัพท์ : 088-0410888, 02-2796587, 02-6198407, 086-5684144

Email : clinicproderma@gmail.com

Line Official Account: @proderma

Facebook : Proderma

Instagram (IG) : Proderma

Tiktok : @prodermaclinic

Shopping Cart
Scroll to Top