ฉีดโบท็อกซ์ไม่ให้หน้าแข็ง ทำได้หรือไม่? การฉีดโบท็อกซ์ (Botulinum Toxin) เป็นวิธีหนึ่งในการดูแลริ้วรอยจากการแสดงสีหน้า เช่น รอยย่นหน้าผาก รอยขมวดคิ้ว และรอยตีนกา แต่สิ่งที่หลายคนกังวลคือ ฉีดแล้วหน้าแข็ง ยิ้มไม่เป็นธรรมชาติ หรือแสดงอารมณ์ได้ไม่เหมือนเดิม
ความจริงแล้ว การฉีดโบท็อกซ์ไม่ได้จำเป็นต้องทำให้กล้ามเนื้อใบหน้าทุกส่วนหยุดเคลื่อนไหวทั้งหมด การวางแผนการรักษาสามารถปรับให้เหมาะกับโครงสร้างใบหน้า การทำงานของกล้ามเนื้อ และความต้องการของแต่ละบุคคลได้
แนวคิด Natural Expression หรือ Expression Beauty จึงให้ความสำคัญกับการลดเลือนริ้วรอย ควบคู่กับการคำนึงถึงสีหน้า รอยยิ้ม และเอกลักษณ์ของแต่ละคน
ทำไมฉีดโบท็อกซ์แล้วบางคนจึงหน้าแข็ง?
โบท็อกซ์ออกฤทธิ์โดยยับยั้งการหลั่งสารสื่อประสาท Acetylcholine บริเวณรอยต่อระหว่างเส้นประสาทกับกล้ามเนื้อ ทำให้การหดตัวของกล้ามเนื้อเป้าหมายลดลงชั่วคราว
เมื่อกล้ามเนื้อที่ทำให้เกิดริ้วรอยทำงานลดลง ริ้วรอยจากการแสดงสีหน้าจึงดูจางลงได้
แต่หากกล้ามเนื้อบางบริเวณถูกลดการทำงานมากเกินความเหมาะสม อาจทำให้ใบหน้าดูนิ่งหรือแสดงอารมณ์ได้น้อยกว่าที่ต้องการ
สาเหตุที่อาจทำให้เกิดลักษณะหน้าแข็ง ได้แก่
ปริมาณยามากเกินความเหมาะสม สำหรับกล้ามเนื้อและเป้าหมายการรักษา
ตำแหน่งการฉีดไม่เหมาะสม กับลักษณะกายวิภาคของแต่ละบุคคล
ไม่ได้ประเมินการทำงานร่วมกันของกล้ามเนื้อ เช่น กล้ามเนื้อหน้าผากและกล้ามเนื้อรอบดวงตา
ความคาดหวังไม่ตรงกัน ระหว่างแพทย์และคนไข้ เช่น ต้องการลดริ้วรอยทั้งหมด หรือเพียงต้องการให้ริ้วรอยดูนุ่มนวลขึ้น
ดังนั้น การฉีดโบท็อกซ์ให้ดูเป็นธรรมชาติจึงไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อหรือจำนวน Units เพียงอย่างเดียว
ริ้วรอยบนใบหน้าเกิดจากกล้ามเนื้อหลายมัดทำงานร่วมกัน
กล้ามเนื้อใบหน้ามีความซับซ้อนและทำงานประสานกันเพื่อสร้างสีหน้าและการแสดงอารมณ์
1. กล้ามเนื้อหน้าผาก (Frontalis)
ทำหน้าที่ยกคิ้ว และทำให้เกิดรอยย่นแนวนอนบริเวณหน้าผากเมื่อเลิกคิ้ว
หากลดการทำงานของกล้ามเนื้อนี้มากเกินไป โดยเฉพาะในคนที่ใช้กล้ามเนื้อหน้าผากช่วยยกคิ้วอยู่เป็นประจำ อาจทำให้รู้สึกหนักหน้าผากหรือมีภาวะคิ้วตกได้
2. กล้ามเนื้อขมวดคิ้ว (Corrugator Supercilii และ Procerus)
เกี่ยวข้องกับการขมวดคิ้วและการเกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว
การลดการทำงานของกล้ามเนื้อกลุ่มนี้อาจช่วยให้รอยขมวดคิ้วดูจางลง แต่จำเป็นต้องคำนึงถึงตำแหน่งฉีดและกล้ามเนื้อข้างเคียงเพื่อลดความเสี่ยงของหนังตาตก
ผลลัพท์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล
3. กล้ามเนื้อรอบดวงตา (Orbicularis Oculi)
มีบทบาทในการหลับตา หรี่ตา และการแสดงสีหน้าขณะยิ้ม
การทำงานของกล้ามเนื้อบริเวณนี้ทำให้เกิดรอยตีนกา ซึ่งสามารถดูแลด้วย Botulinum Toxin ได้ในผู้ที่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม การฉีดต้องคำนึงถึงการทำงานของกล้ามเนื้อรอบดวงตาและการแสดงสีหน้าโดยรวม
เทคนิคฉีดโบท็อกซ์ให้ดูเป็นธรรมชาติ ต้องคำนึงถึงอะไรบ้าง?
1. ประเมินใบหน้าทั้งขณะพักและขณะแสดงสีหน้า
แพทย์ควรประเมินใบหน้าขณะพัก รวมถึงขณะยิ้ม เลิกคิ้ว ขมวดคิ้ว และหลับตา
การประเมินลักษณะนี้ช่วยให้เข้าใจว่ากล้ามเนื้อแต่ละมัดทำงานอย่างไร และริ้วรอยใดเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อ
2. เลือกตำแหน่งฉีดตามกายวิภาคเฉพาะบุคคล
คนไข้สองคนอาจมีรอยย่นหน้าผากคล้ายกัน แต่มีความสูงของคิ้ว ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และรูปแบบการแสดงสีหน้าต่างกัน
จึงไม่ควรใช้รูปแบบการฉีดเหมือนกันทุกคนโดยไม่ประเมินก่อน
3. ใช้ปริมาณยาให้เหมาะสมกับเป้าหมาย
การฉีดมากไม่ได้หมายความว่าผลลัพธ์จะดีกว่าเสมอไป ขณะเดียวกัน การฉีดน้อยเกินไปอาจไม่สามารถลดริ้วรอยได้ตามเป้าหมาย
แพทย์จึงต้องพิจารณาปริมาณยาให้สมดุลระหว่างการลดการทำงานของกล้ามเนื้อและการคงการแสดงสีหน้าที่คนไข้ต้องการ
4. พูดคุยถึงระดับผลลัพธ์ที่ต้องการ
คนไข้บางคนต้องการให้รอยขมวดคิ้วลดลงอย่างชัดเจน ขณะที่บางคนต้องการให้ริ้วรอยดูนุ่มนวลขึ้น แต่ยังคงการเคลื่อนไหวของใบหน้าไว้บางส่วน
ความต้องการเหล่านี้ไม่มีคำตอบเดียวที่เหมาะกับทุกคน
การกำหนดเป้าหมายร่วมกันก่อนรักษาจึงเป็นขั้นตอนสำคัญ
Expression Beauty: ลดสิ่งที่ไม่ต้องการ เก็บสิ่งที่เป็นตัวเอง
แนวคิด Expression Beauty ให้ความสำคัญกับความเป็นธรรมชาติของใบหน้า โดยไม่ได้พิจารณาเฉพาะจำนวนริ้วรอย แต่รวมถึงการเคลื่อนไหวและการแสดงอารมณ์ด้วย
แนวคิดนี้สามารถอธิบายได้ด้วยสองหลักการ
Reduce with Purpose — เลือกลดอย่างมีเป้าหมาย
พิจารณาลดการทำงานของกล้ามเนื้อที่มีบทบาทต่อริ้วรอยที่ต้องการดูแล
Preserve Identity — คำนึงถึงเอกลักษณ์ของใบหน้า
วางแผนการรักษาโดยคำนึงถึงรอยยิ้ม การเคลื่อนไหว และลักษณะเฉพาะของแต่ละบุคคล
ทั้งนี้ การคงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหลังฉีดได้มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับแผนการรักษาและการตอบสนองของแต่ละบุคคล
Xeomin กับแนวคิดการฉีดโบท็อกซ์ให้เป็นธรรมชาติ
Xeomin เป็น Botulinum Toxin Type A ชนิด IncobotulinumtoxinA ซึ่งมีลักษณะสำคัญคือไม่มี Complexing Proteins ในสูตรผลิตภัณฑ์
Xeomin สามารถเป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์ที่แพทย์พิจารณาใช้สำหรับการดูแลริ้วรอยตามข้อบ่งใช้ที่ได้รับอนุมัติ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใช้ Xeomin หรือผลิตภัณฑ์ยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งโดยเฉพาะ แต่ขึ้นอยู่กับการเลือกตำแหน่ง ปริมาณยา และการวางแผนการรักษาให้เหมาะสม
อ่านเพิ่มเติม: Xeomin คืออะไร? Pure Toxin แตกต่างจากโบท็อกซ์ทั่วไปอย่างไร
ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าแข็ง จะกลับมาเป็นปกติไหม?
ผลของ Botulinum Toxin เป็นผลชั่วคราว เมื่อฤทธิ์ยาค่อย ๆ ลดลง การทำงานของกล้ามเนื้อจะทยอยกลับมา
โดยทั่วไปผลการรักษาริ้วรอยจากการแสดงสีหน้ามักอยู่ประมาณ 3–4 เดือน แต่บางคนอาจมีระยะเวลาสั้นหรือยาวกว่านี้
หากรู้สึกว่าหน้าแข็งมากกว่าที่ต้องการ ควรกลับไปพบแพทย์เพื่อประเมิน ไม่ควรพยายามแก้ไขด้วยการฉีดยาเพิ่มเติมโดยไม่ได้รับการตรวจ
ปัจจุบันไม่มีวิธีมาตรฐานที่สามารถสลายฤทธิ์ Botulinum Toxin ได้ทันทีเหมือนการสลายฟิลเลอร์ชนิด Hyaluronic Acid
การดูแลริ้วรอยที่ ProDerma Clinic
ProDerma Clinic ให้ความสำคัญกับการประเมินสภาพผิว โครงสร้างใบหน้า และการทำงานของกล้ามเนื้อก่อนวางแผนการรักษา
การดูแลโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนังช่วยให้สามารถพิจารณาความเหมาะสมของการรักษาแต่ละรูปแบบ โดยคำนึงถึงความต้องการและลักษณะเฉพาะบุคคล
เพราะเป้าหมายของการดูแลริ้วรอยไม่จำเป็นต้องเหมือนกันสำหรับทุกคน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการฉีดโบท็อกซ์ให้ดูเป็นธรรมชาติ
ฉีดโบท็อกซ์แล้วหน้าแข็ง กี่วันถึงจะหาย?
โบท็อกซ์ไม่ได้ทำให้หน้าแข็งถาวร ฤทธิ์ยาจะค่อย ๆ ลดลงตามธรรมชาติ โดยทั่วไปกล้ามเนื้อจะเริ่มกลับมาขยับได้มากขึ้นภายใน 2–3 เดือน และหมดฤทธิ์ภายในประมาณ 3–4 เดือน
ในบางกรณี เช่น คิ้วยกไม่เท่ากันหรือสีหน้าดูตึงเฉพาะจุด แพทย์อาจประเมินและปรับสมดุลด้วยการฉีดเพิ่มเล็กน้อยในตำแหน่งที่เหมาะสม ควรกลับมาพบแพทย์ผู้ฉีดเพื่อประเมินก่อนตัดสินใจทุกครั้ง
ฉีดโบท็อกซ์แล้วเห็นผลกี่วัน และอยู่ได้นานแค่ไหน?
โดยทั่วไปจะเริ่มเห็นผลภายใน 3–5 วัน และเห็นผลชัดเจนเต็มที่ประมาณ 2 สัปดาห์หลังฉีด ผลลัพธ์มักอยู่ได้ราว 3–4 เดือน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ปริมาณยา ตำแหน่งที่ฉีด และการใช้กล้ามเนื้อในชีวิตประจำวันของแต่ละบุคคล
ฉีดโบท็อกซ์ครั้งแรก ควรฉีดกี่ยูนิตถึงจะไม่หน้าแข็ง?
ไม่มีจำนวนยูนิตที่ตายตัว เพราะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและรูปหน้าของแต่ละคนแตกต่างกัน แพทย์จะประเมินกล้ามเนื้อทั้งขณะพักและขณะแสดงสีหน้า แล้วเลือกปริมาณให้เหมาะกับเป้าหมาย
สำหรับผู้ที่ฉีดครั้งแรกและต้องการผลลัพธ์แบบธรรมชาติ แพทย์อาจเริ่มด้วยปริมาณที่พอเหมาะ แล้วนัดติดตามผลประมาณ 2 สัปดาห์เพื่อพิจารณาปรับเพิ่มหากจำเป็น
Xeomin ต่างจากโบท็อกซ์ยี่ห้ออื่นอย่างไร?
Xeomin (IncobotulinumtoxinA) เป็นโบทูลินัมท็อกซินชนิด A ที่ผ่านกระบวนการกำจัดโปรตีนห่อหุ้ม (Complexing Proteins) ออก เหลือเฉพาะสารออกฤทธิ์ ซึ่งมีข้อมูลว่าอาจช่วยลดโอกาสที่ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อยาเมื่อฉีดต่อเนื่องในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ความเป็นธรรมชาติของผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับการประเมินกล้ามเนื้อ ตำแหน่ง และปริมาณที่แพทย์เลือกใช้เป็นหลัก ไม่ได้ขึ้นอยู่กับยี่ห้อยาเพียงอย่างเดียว
หลังฉีดโบท็อกซ์ ควรดูแลตัวเองอย่างไร?
หลังฉีดควรหลีกเลี่ยงการนอนราบประมาณ 4 ชั่วโมง ไม่นวด กด หรือถูบริเวณที่ฉีด และงดออกกำลังกายหนัก ซาวน่า หรือการอยู่ในที่ร้อนจัดประมาณ 24 ชั่วโมง เพื่อลดโอกาสที่ยาจะกระจายไปยังกล้ามเนื้อข้างเคียง ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของสีหน้าที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ
ฉีดโบท็อกซ์มีผลข้างเคียงอะไรบ้าง?
ผลข้างเคียงที่พบได้มักเป็นอาการเล็กน้อยและหายได้เอง เช่น รอยแดง บวม หรือช้ำบริเวณจุดฉีด และอาจมีอาการปวดศีรษะเล็กน้อย ส่วนอาการที่พบได้น้อย เช่น หนังตาตกหรือคิ้วตก มักเป็นอาการชั่วคราวและดีขึ้นเมื่อฤทธิ์ยาลดลง
หากมีอาการผิดปกติหลังฉีด ควรติดต่อแพทย์ผู้ทำการรักษาทันที
ใครไม่ควรฉีดโบท็อกซ์?
ผู้ที่ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร ผู้ที่มีโรคเกี่ยวกับระบบประสาทและกล้ามเนื้อ เช่น โรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Myasthenia Gravis) ผู้ที่แพ้ส่วนประกอบของยา หรือผู้ที่มีการติดเชื้อบริเวณที่จะฉีด ควรหลีกเลี่ยงการฉีด และควรแจ้งประวัติสุขภาพรวมถึงยาที่ใช้อยู่ให้แพทย์ทราบก่อนเสมอ
ควรฉีดโบท็อกซ์ซ้ำบ่อยแค่ไหน?
โดยทั่วไปแนะนำให้เว้นระยะอย่างน้อย 3 เดือนระหว่างการฉีดแต่ละครั้ง การฉีดถี่เกินไปหรือใช้ปริมาณมากเกินจำเป็นอาจเพิ่มโอกาสที่ร่างกายจะสร้างภูมิต้านทานต่อยา ทำให้ผลลัพธ์ลดลงในระยะยาว แพทย์จะประเมินระยะเวลาที่เหมาะสมตามผลลัพธ์ของแต่ละคน



