แผลเป็นเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการซ่อมแซมผิวหนังตามธรรมชาติ เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะสร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมาทดแทน แต่ในบางคนกระบวนการนี้อาจเกิดความผิดปกติ ทำให้เกิดแผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) หรือแผลคีลอยด์ (Keloid) ซึ่งอาจมีลักษณะนูน แข็ง แดง คัน และส่งผลต่อคุณภาพชีวิต
บทความนี้เรียบเรียงจากผลงานวิชาการ “Scar Solution: Understanding and Prevention – ไขรหัสแผลเป็น: เข้าใจและป้องกันอย่างถูกวิธี” โดย พญ.ศศธร สิงห์ทอง แพทย์เฉพาะทางผิวหนัง ProDerma Clinic ซึ่งได้รับเชิญให้เขียนบทความเผยแพร่ในวารสารผิวหนัง ปีที่ 26 ฉบับที่ 61 มกราคม 2569 หน้า 26–29
เนื้อหาครอบคลุมกระบวนการเกิดแผลเป็น ความแตกต่างระหว่างแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ปัจจัยเสี่ยง และแนวทางป้องกันการเกิดแผลเป็นผิดปกติ
แผลเป็นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการสมานแผล (Wound Healing Process) เพื่อฟื้นฟูให้ผิวหนังกลับมาทำหน้าที่ได้ตามปกติ
ในบทความวิชาการของ พญ.ศศธร ได้อธิบายกระบวนการสมานแผลออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่
1. ระยะห้ามเลือด (Hemostasis Phase)
เริ่มทันทีหลังเกิดบาดแผล ร่างกายจะกระตุ้นกระบวนการแข็งตัวของเลือดเพื่อหยุดเลือด โดยกระบวนการนี้ดำเนินต่อไปในช่วงแรกหลังบาดเจ็บ
2. ระยะอักเสบ (Inflammatory Phase)
เริ่มประมาณวันที่ 3–5 ตามการแบ่งระยะในบทความ โดยร่างกายจะมีกระบวนการอักเสบเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมและเตรียมเนื้อเยื่อสำหรับการซ่อมแซม ทั้งนี้แต่ละระยะสามารถเกิดซ้อนทับกันได้
3. ระยะสร้างเซลล์ใหม่ (Proliferation Phase)
เริ่มตั้งแต่ระยะแรกของการบาดเจ็บและดำเนินต่อเนื่องระหว่างการสมานแผล มีการสร้างเนื้อเยื่อใหม่และคอลลาเจนเพื่อซ่อมแซมบริเวณที่ได้รับบาดเจ็บ
4. ระยะปรับสมดุลแผล (Remodeling Phase)
เป็นระยะที่ใช้เวลานาน ตั้งแต่หลายสัปดาห์ไปจนถึงหลายเดือน เนื้อเยื่อแผลเป็นจะค่อย ๆ ปรับโครงสร้างและความแข็งแรง
หากกระบวนการสร้างและปรับโครงสร้างคอลลาเจนผิดปกติ อาจนำไปสู่การเกิดแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์
แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) กับคีลอยด์ (Keloid) ต่างกันอย่างไร?
แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) กับคีลอยด์ (Keloid) ต่างกันอย่างไร?
แม้แผลเป็นทั้งสองชนิดจะมีลักษณะนูนขึ้นจากผิวหนัง เหมือนกัน แต่มีความแตกต่างที่สำคัญ ดังนี้
| ลักษณะ | แผลเป็นนูน (Hypertrophic Scar) |
คีลอยด์ (Keloid) |
|---|---|---|
| ขอบเขต | นูนอยู่ภายในขอบเขตแผลเดิม | ขยายเกินขอบเขตแผลเดิม |
| ลักษณะ | นูน แดง อาจแข็ง | นูน แข็ง และขยายใหญ่ได้ |
| การเปลี่ยนแปลง | อาจค่อย ๆ ยุบลงเมื่อเวลาผ่านไป | อาจโตต่อเนื่องและมักไม่ยุบเอง |
| คอลลาเจน | เส้นใยคอลลาเจนเรียงตัวค่อนข้างขนานกัน | เส้นใยคอลลาเจนเป็นมัดหนา และเรียงตัวไม่เป็นระเบียบ |
| การกลับเป็นซ้ำ | มีโอกาสเกิดซ้ำ | มีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำสูงกว่า |
แผลเป็นนูนและคีลอยด์ยังมีความแตกต่าง ทางพยาธิวิทยา เช่น การเรียงตัวของคอลลาเจน จำนวนเซลล์สร้างพังผืด (Myofibroblasts) และลักษณะของหลอดเลือดในเนื้อเยื่อแผลเป็น
อ้างอิง: พญ.ศศธร สิงห์ทอง. Scar Solution: Understanding and Prevention. วารสารผิวหนัง ปีที่ 26 ฉบับที่ 61 มกราคม 2569 หน้า 26–29
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดคีลอยด์และแผลเป็นนูน
บทความของ พญ.ศศธร ได้รวบรวมปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเกิดแผลเป็นผิดปกติไว้หลายประการ
1. ตำแหน่งของบาดแผล
ตำแหน่งที่มีแนวโน้มเกิดคีลอยด์ ได้แก่ บริเวณหน้าอกส่วนบน สะบัก และแนวกราม เนื่องจากเป็นบริเวณที่อาจมีแรงดึงรั้งของผิวหนังค่อนข้างสูง
2. ความตึงของแผล (Wound Tension)
แรงตึงของแผลมีความสัมพันธ์กับการเกิดแผลเป็นผิดปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการเคลื่อนไหวหรือถูกดึงรั้งซ้ำ ๆ
การลดแรงตึงบริเวณแผลจึงเป็นหนึ่งในแนวทางสำคัญในการป้องกันแผลเป็นนูน
3. ฮอร์โมน
ฮอร์โมนเอสโตรเจนและแอนโดรเจนอาจมีบทบาทต่อการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดและกระบวนการเกิดแผลเป็น
4. ภาวะความดันโลหิตสูง
บทความกล่าวถึงข้อมูลที่พบความสัมพันธ์ระหว่างความดันโลหิตสูงกับความรุนแรงของคีลอยด์ โดยอาจเกี่ยวข้องกับกระบวนการอักเสบ ภาวะออกซิเจนในเนื้อเยื่อต่ำ และระบบ Renin-Angiotensin-Aldosterone
อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์นี้ไม่ได้หมายความว่าความดันโลหิตสูงเป็นสาเหตุโดยตรงของคีลอยด์ในผู้ป่วยทุกราย
5. พันธุกรรม
คีลอยด์มีความเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางพันธุกรรม โดยมีการศึกษาความแตกต่างระหว่างประชากรและกลไกที่เกี่ยวข้อง เช่น HLA, DNA methylation, non-coding RNA และ single nucleotide polymorphisms (SNP)
วิธีป้องกัน keloid และแผลเป็นนูนหลังผ่าตัด
การป้องกันแผลเป็นผิดปกติตั้งแต่ช่วงแรกของการสมานแผล จะช่วยลดโอกาสการเกิด keloid ได้ดีที่สุด
หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บที่ไม่จำเป็นในบริเวณเสี่ยง
ผู้ที่มีประวัติเกิดคีลอยด์ง่ายควรพิจารณาความจำเป็นของการผ่าตัดหรือหัตถการที่ทำให้เกิดบาดแผล โดยเฉพาะบริเวณหน้าอกและสะบัก
วางแนวแผลผ่าตัดให้เหมาะสม
ในกรณีที่ต้องผ่าตัด แพทย์อาจพิจารณาวางแนวแผลตามแนวผิวหนัง เพื่อลดแรงตึงและความเสี่ยงการเกิดแผลเป็นผิดปกติ
ใช้เทคนิคการเย็บแผลเพื่อลดแรงตึง
การเย็บแผลที่เหมาะสมควรลดแรงดึงรั้งที่ขอบแผล โดยบทความกล่าวถึงการเย็บในชั้นหนังแท้และชั้นผิวหนัง รวมถึงการหลีกเลี่ยงการทิ้งสิ่งแปลกปลอมที่ไม่จำเป็นไว้ในเนื้อเยื่อ
ควบคุมเลือดออกและลดการเกิดก้อนเลือด
การห้ามเลือดที่เหมาะสมช่วยลดโอกาสเกิดก้อนเลือดคั่ง ซึ่งอาจรบกวนกระบวนการสมานแผล
ใช้ Silicone Gel หรือ Silicone Sheet
ซิลิโคนเจลและแผ่นซิลิโคนเป็นหนึ่งในแนวทางที่ใช้ดูแลและป้องกันแผลเป็นนูน โดยเฉพาะผู้ที่มีความเสี่ยงสูง
การใช้ซิลิโคนควรเริ่มหลังแผลปิดสนิทแล้ว และใช้อย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์
ลดแรงกดและแรงตึงด้วยวิธีที่เหมาะสม
บทความยังกล่าวถึงการใช้แรงกด (Pressure Therapy) เพื่อป้องกันและรักษาแผลเป็นนูนในบางกรณี โดยอาจใช้ต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหลายเดือน ทั้งนี้ต้องประเมินตำแหน่งและความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
Keloid รักษาอย่างไร?
เมื่อเกิดคีลอยด์แล้ว การรักษามีเป้าหมายเพื่อลดความนูน ความแข็ง สีแดง อาการคันหรือเจ็บ และควบคุมการกลับเป็นซ้ำ
แนวทางรักษาอาจประกอบด้วยการฉีดยาเข้าแผลเป็น การใช้เลเซอร์ การใช้ซิลิโคน การรักษาด้วยแรงกด หรือการรักษาวิธีอื่นตามข้อบ่งชี้
เลเซอร์รักษาคีลอยด์
เลเซอร์บางชนิดมีบทบาทในการรักษาองค์ประกอบของแผลเป็น เช่น
Vbeam Pulsed Dye Laser 595 nm
เป็นเลเซอร์ที่มีเป้าหมายต่อหลอดเลือด อาจช่วยลดความแดงและอาการบางอย่างของแผลเป็น โดยแพทย์สามารถพิจารณาใช้ร่วมกับวิธีลดความนูนของแผล
Fractional Laser เช่น Pico Laser Fractional mode
เลเซอร์แบบ Fractional บางชนิดอาจช่วยปรับลักษณะและความยืดหยุ่นของเนื้อเยื่อแผลเป็น แต่ต้องพิจารณาชนิดของแผลและความเสี่ยงอย่างระมัดระวัง โดยเฉพาะคีลอยด์ที่ยังมีการเจริญเติบโต
ทำไมบางกรณีจึงใช้เลเซอร์แบบผสมผสาน?
คีลอยด์หนึ่งรอยอาจมีทั้งความนูน ความแดง ความแข็ง และอาการคัน การเลือกการรักษาหลายวิธีร่วมกันจึงอาจช่วยจัดการองค์ประกอบของแผลเป็นที่แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ผู้ป่วยทุกคนที่เหมาะกับเลเซอร์ และการรักษาแบบผสมผสานไม่ได้รับประกันว่าแผลจะหายขาดหรือไม่กลับเป็นซ้ำ
รีวิวรักษาคีลอยด์ด้วยเลเซอร์แบบผสมผสานที่ ProDerma Clinic
กรณีศึกษานี้เป็นตัวอย่างการดูแลคีลอยด์โดยแพทย์ของ ProDerma Clinic ซึ่งพิจารณาเลือกการรักษาตามลักษณะของแผลเป็นและการตอบสนองของผู้ป่วย
ภาพถ่ายหลังทำ การรักษาที่คลินิก 5 ครั้ง หลังทำ vbeam 3 ครั้ง และ pico enlighten MLA 3 ครั้ง ร่วมกับการฉีดยา
ติดตามผลหลังทำ 1 เดือน
ผลการรักษาอาจแตกต่างกันได้ในแต่ละบุคคล
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับคีลอยด์
คีลอยด์สามารถหายเองได้หรือไม่?
คีลอยด์มักไม่ยุบหายเองเหมือนแผลเป็นนูนบางชนิด และอาจค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป
แผลเป็นนูนทุกชนิดเป็นคีลอยด์หรือไม่?
ไม่ใช่ แผลเป็นนูนทั่วไปมักอยู่ภายในขอบเขตบาดแผลเดิม ขณะที่คีลอยด์สามารถขยายเกินขอบแผลได้
คีลอยด์รักษาด้วยเลเซอร์อย่างเดียวได้หรือไม่?
ขึ้นอยู่กับลักษณะของแผลเป็น บางกรณีเลเซอร์อาจช่วยเรื่องสีแดงและลักษณะของแผล แต่คีลอยด์ที่มีความนูนมากอาจต้องใช้การรักษาวิธีอื่นร่วมด้วย
หลังผ่าตัดควรเริ่มป้องกันคีลอยด์เมื่อไร?
ควรให้ความสำคัญกับการดูแลบาดแผลตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ส่วนการใช้ซิลิโคนควรเริ่มเมื่อแผลปิดสนิทแล้วและไม่มีข้อห้าม
คีลอยด์สามารถกลับเป็นซ้ำหลังรักษาได้หรือไม่?
ได้ คีลอยด์เป็นแผลเป็นที่มีแนวโน้มกลับเป็นซ้ำ การติดตามผลและการดูแลต่อเนื่องจึงมีความสำคัญ
ปรึกษาแพทย์เฉพาะทางผิวหนังเรื่องแผลเป็นนูนและคีลอยด์
การรักษาคีลอยด์ควรเริ่มจากการประเมินชนิดของแผลเป็น ตำแหน่ง ขนาด ความนูน และประวัติการรักษาเดิม เพื่อวางแผนการรักษาที่เหมาะสม
ProDerma Clinic ให้บริการดูแลปัญหาแผลเป็นโดยแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง พร้อมเทคโนโลยีเลเซอร์ที่สามารถพิจารณาใช้ตามข้อบ่งชี้ของผู้ป่วยแต่ละราย
ศึกษาการรักษาแผลเป็นด้วยเลเซอร์เพิ่มเติม
https://prodermaclinics.com/laser-scar-treatment-guide/
ติดต่อ ProDerma Clinic
โทร. 088-041-0888
LINE: @proderma
สถานที่: ถนนพหลโยธิน ใกล้ BTS สนามเป้า ทางออก 1
เอกสารอ้างอิงทางวิชาการที่ปรากฏในบทความต้นฉบับ
Jeschke MG, Wood FM, Middelkoop E, Bayat A, Teot L, Ogawa R, et al. Scars. Nat Rev Dis Primers. 2023;9(1):64.
Son D, Harijan A. Overview of surgical scar prevention and management. J Korean Med Sci. 2014;29(6):751–757.
Ogawa R. Keloid and Hypertrophic Scars Are the Result of Chronic Inflammation in the Reticular Dermis. Int J Mol Sci. 2017;18(3).
Ogawa R, Okai K, Tokumura F, Mori K, Ohmori Y, Huang C, et al. The relationship between skin stretching/contraction and pathologic scarring: the important role of mechanical forces in keloid generation. Wound Repair Regen. 2012;20(2):149–157.
Huang C, Ogawa R. The link between hypertension and pathological scarring: does hypertension cause or promote keloid and hypertrophic scar pathogenesis? Wound Repair Regen. 2014;22(4):462–466.
Lee HJ, Jang YJ. Recent Understandings of Biology, Prophylaxis and Treatment Strategies for Hypertrophic Scars and Keloids. Int J Mol Sci. 2018;19(3).
Tran B, Wu JJ, Ratner D, Han G. Topical Scar Treatment Products for Wounds: A Systematic Review. Dermatol Surg. 2020;46(12):1564–1571.
Mari W, Alsabri SG, Tabal N, Younes S, Sherif A, Simman R. Novel Insights on Understanding of Keloid Scar: Article Review. J Am Coll Clin Wound Spec. 2015;7(1–3):1–7.
สอบถามข้อมูล หรือส่งภาพ
เพื่อรับคำปรึกษา ฟรี
จากแพทย์เฉพาะทางผิวหนัง
About Us
BOARD CERTIFIED DERMATOLOGIST, AMERICAN BOARD OF DERMATOLOGY IN LASER SURGERY, FELLOWSHIP IN COSMETIC LASER UNIVERSITY OF MIAMI, FELLOW IN DERMATOSURGERY AT RAMATHIBODI HOSPITAL
- 02-2796587
- 02-6198407
- 088-0410888
- 086-5684144
- clinicproderma@gmail.com
- 1019-1019/1 Phahonyothin Rd., Samsen Nai, Phaya Thai, Bangkok 10400 (Near BTS Sanam Pao Station, Exit 1, on Phahonyothin Rd. — the white shop on your left)
- Opening Hours: Monday – Sunday, 11:00 AM – 8:00 PM
Map
ProDerma Clinic, 1019-1019/1 Phahonyothin Rd., Samsen Nai, Phaya Thai, Bangkok 10400
Advertising Permit No. ฆสพ.สบส.๒๘๙๕/๒๕๖๙



