ผลเป็นเป็นปัญหาที่พบได้หลังจากผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ไม่ว่าจะเกิดจากอุบัติเหตุ การผ่าตัด แผลถลอก แผลไหม้ หรือการอักเสบของผิว หลายคนจึงค้นหาวิธี “เลเซอร์แผลเป็น” โดยหวังว่าเลเซอร์จะสามารถลบรอยให้กลับมาเหมือนผิวเดิมได้
แต่ในความเป็นจริง แผลเป็นไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว และเลเซอร์แต่ละชนิดก็ไม่ได้รักษาแผลเป็นทุกประเภทเหมือนกัน
สิ่งที่คนทั่วไปเรียกว่า “แผลเป็น” อาจเป็นเพียงรอยแดง รอยดำ แผลนูน หรือเป็นการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของผิวจนเกิดแผลบุ๋มก็ได้ การรักษาจึงควรเริ่มจากการแยกก่อนว่า สิ่งที่เห็นอยู่เป็น “รอย” หรือเป็น “แผลเป็น” จริง ๆ
นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการเลือกเลเซอร์จากชื่อเครื่องเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ การรักษาที่เหมาะสมควรพิจารณาทั้ง สี ความนูน ความลึก ตำแหน่ง อายุของแผล และลักษณะผิวของแต่ละคน
แผลเป็นเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เมื่อผิวหนังได้รับบาดเจ็บ ร่างกายจะเริ่มกระบวนการซ่อมแซมบาดแผลตามธรรมชาติ โดยเกิดการอักเสบ การสร้างหลอดเลือดใหม่ และการสร้างคอลลาเจนเพื่อทดแทนเนื้อเยื่อที่เสียหาย
กระบวนการนี้ไม่ได้สิ้นสุดทันทีเมื่อแผลปิด
แผลใหม่อาจมีสีแดงหรือชมพูเนื่องจากมีหลอดเลือดจำนวนมาก จากนั้นสีและโครงสร้างของแผลจะค่อย ๆ
เปลี่ยนแปลงในช่วงหลายเดือน ซึ่งเรียกว่า ( Scar remodeling )
หากกระบวนการสร้างและจัดเรียงคอลลาเจนไม่สมดุล อาจเกิดแผลเป็นได้หลายรูปแบบ เช่น
* คอลลาเจนสร้างมากเกินไป → แผลเป็นนูน
* คอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อสูญเสีย → แผลเป็นบุ๋ม
* มีหลอดเลือดจำนวนมาก → แผลเป็นแดง
* มีการสร้างเม็ดสีหลังการอักเสบ → รอยแผลเป็นดำ
ดังนั้น การรักษาแผลเป็นจึงไม่ใช่เพียงการ “ยิงเลเซอร์ให้รอยหาย” แต่เป็นการเลือกเป้าหมายการรักษาให้ตรงกับสิ่งที่ผิดปกติในแผลนั้น
รอยแผลเป็นกับแผลเป็นจริง ต่างกันอย่างไร?
รอยแดง ( Red marks )
ผิวอาจยังเรียบเหมือนเดิม แต่บริเวณแผลมีสีชมพูหรือแดง เนื่องจากหลอดเลือดบริเวณแผลยังมีจำนวนมาก คือ PIH ( Post-Inflammatory Erythema )
ในกรณีนี้ ปัญหาหลักคือ ( Vascular component ) หรือหลอดเลือด มากกว่าความผิดปกติของโครงสร้างผิว
รอยดำ ( Dark spots )
หากผิวเรียบแต่มีสีน้ำตาลหรือดำหลังแผลหาย อาจเป็น PIH ( Post-Inflammatory Hyperpigmentation ) ซึ่งเกิดจากการสร้างเม็ดสีหลังการอักเสบ
กรณีนี้เป้าหมายหลักของการรักษาคือ เม็ดสี
แผลเป็นจริง หากผิวมีโครงสร้างเปลี่ยนไป เช่น นูนขึ้น / แข็ง / บุ๋มลง / ผิวไม่เรียบ / ดึงรั้ง
**แสดงว่ามีการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนและโครงสร้างของผิวเกิดขึ้นแล้ว : การรักษาจึงแตกต่างจากการรักษารอยแดงหรือรอยดำอย่างชัดเจน
แผลเป็นมีกี่ชนิด ?
1 . แผลเป็นแดง หรือ รอยแผลเป็นแดง
แผลใหม่มักมีสีแดงหรือชมพูในช่วงแรก เนื่องจากร่างกายสร้างหลอดเลือดใหม่เพื่อช่วยกระบวนการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
ในบางคนความแดงสามารถคงอยู่ได้นานกว่าปกติ โดยเฉพาะบริเวณที่มีการอักเสบหรือมีแรงตึงของผิว
ลักษณะที่พบได้ เช่น
หากปัญหาหลักคือความแดง เลเซอร์ที่ออกแบบมาเพื่อจับกับหลอดเลือด เช่น Vbeam อาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่แพทย์พิจารณา
Vbeam กับ แผลเป็นแดง
Vbeam เป็น Pulsed Dye Laser หรือ PDL ที่ใช้ความยาวคลื่น 595 นาโนเมตร โดยพลังงานถูกดูดซับโดยฮีโมโกลบินในหลอดเลือด
จึงเหมาะกับปัญหาที่มี Vascular component เช่น รอยแดง / เส้นเลือดฝอย / รอยแดงจากสิว / ปานแดง หรือ แผลเป็นแดงบางชนิด
สำหรับแผลเป็นที่ยังมีสีแดง Vbeam ไม่ได้มีเป้าหมายหลักในการ “กรอแผลเป็นออก” แต่ช่วยจัดการองค์ประกอบของหลอดเลือดที่ทำให้แผลดูแดง
ในแผลเป็นนูนบางประเภท แพทย์อาจพิจารณาใช้ Vbeam ร่วมกับวิธีอื่น เช่น การฉีดยาเข้าแผล เพื่อดูแลทั้งสี ความนูน และอาการของแผลพร้อมกัน
Dual Yellow กับ แผลเป็น
Dual Yellow เป็นอีกเทคโนโลยีที่สามารถนำมาใช้กับปัญหาความแดงและสีผิวบางประเภทได้
จุดที่แตกต่างจาก Vbeam คือ Dual Yellow สามารถใช้แสงสองความยาวคลื่นเพื่อดูแลทั้งองค์ประกอบของหลอดเลือดและเม็ดสี
จึงอาจเหมาะกับผู้ที่มีรอยหลังแผลซึ่งไม่ได้มีเพียงสีแดงอย่างเดียว แต่มีทั้ง แดง / น้ำตาล / สีผิวไม่สม่ำเสมอ ร่วมกัน
หากรอยแดงหรือเส้นเลือดเป็นปัญหาหลัก แพทย์อาจพิจารณา Vbeam ขณะที่รอยที่มีทั้งความแดงและเม็ดสีร่วมกันอาจพิจารณา Dual Yellow หรือวิธีอื่นร่วมด้วย
** ไม่ได้หมายความว่าเครื่องใดเครื่องหนึ่งดีกว่าในทุกกรณี แต่ควรเลือกจากลักษณะของแผล
2. รอยแผลเป็นดำ
หลังจากผิวเกิดการอักเสบ เซลล์สร้างเม็ดสีอาจถูกกระตุ้นจนสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้หลังจากแผลหายแล้วเหลือรอยสีน้ำตาล เทา หรือน้ำตาลเข้ม
ภาวะนี้เรียกว่า Post-Inflammatory Hyperpigmentation (PIH) PIH พบได้บ่อยในผิวคนเอเชียและผู้ที่มีสีผิวเข้ม
สิ่งสำคัญคือ รอยดำประเภทนี้อาจไม่ได้เป็น “Scar” จริง ๆ เพราะโครงสร้างผิวยังคงเรียบ เพียงแต่มีเม็ดสีมากผิดปกติ แนวทางการดูแลจึงอาจประกอบด้วย
Pico Laser กับ รอยแผลเป็นดำ
Pico Laser กับรอยแผลเป็นดำ หากปัญหาหลักคือเม็ดสี เลเซอร์กลุ่ม Picosecond อาจถูกนำมาใช้เพื่อจัดการเม็ดสีส่วนเกิน Pico Laser ปล่อยพลังงานในช่วงเวลาสั้นมาก ทำให้เกิด photoacoustic effect ต่อเม็ดสี ก่อนที่ร่างกายจะค่อย ๆ กำจัดอนุภาคเม็ดสีออก
จึงอาจนำมาใช้กับปัญหา เช่น รอยดำหลังการอักเสบ / กระ / จุดด่างดำ / เม็ดสีบางประเภท – แต่ต้องเน้นว่า Pico ไม่ใช่คำตอบของแผลเป็นทุกชนิด
หากแผลมีความนูนหรือบุ๋ม ปัญหาหลักไม่ได้อยู่ที่เม็ดสี การยิง Pico เพื่อจัดการเม็ดสีเพียงอย่างเดียวจึงไม่สามารถแก้ไขโครงสร้างของแผลทั้งหมดได้
3. แผลเป็นนูน ( Hypertrophic Scar )
Hypertrophic Scar คือแผลเป็นที่มีการสร้างเนื้อเยื่อและคอลลาเจนมากเกินไป ทำให้แผลนูนขึ้นจากผิว โดยทั่วไปความนูนยังอยู่ภายในขอบเขตของบาดแผลเดิม อาจมีลักษณะ ดังนี้ นูน / แข็ง / แดง / คัน / เจ็บ หรือระคายเคืองในบางราย การรักษาอาจต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน ไม่ใช่เลเซอร์เพียงอย่างเดียว
ตัวอย่างแนวทางที่แพทย์อาจพิจารณา ได้แก่
4. คีลอยด์ (Keloid)
Keloid และแผลเป็นนูนไม่เหมือนกัน ความแตกต่างสำคัญคือ Keloid สามารถขยายออกนอกขอบเขตของบาดแผลเดิมได้
ตัวอย่างตำแหน่งที่พบได้บ่อย ได้แก่ หน้าอก / หัวไหล่ / ติ่งหู / หลัง / บริเวณที่เคยเจาะหูหรือมีบาดแผล
Keloid มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำหลังการรักษา จึงมักต้องใช้การรักษาหลายวิธีร่วมกันและติดตามต่อเนื่อง
Vbeam อาจช่วยในองค์ประกอบเรื่องความแดงของ Keloid แต่ไม่ได้หมายความว่าการยิง Vbeam อย่างเดียวจะทำให้ Keloid หายทั้งหมด
** แพทย์อาจพิจารณาการฉีดยา การใช้ silicone และวิธีอื่นร่วมด้วยตามลักษณะของแผล
5. แผลเป็นบุ๋ม ( Depressed scar )
แผลเป็นบุ๋มเกิดจากการสูญเสียคอลลาเจนหรือเนื้อเยื่อ ทำให้พื้นผิวต่ำกว่าผิวโดยรอบ ตัวอย่างที่พบได้บ่อยที่สุดคือ หลุมสิว
หลุมสิวเองยังสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิด ผิวมีลักษณะเป็นคลื่น มักมีพังผืดดึงรั้งอยู่ใต้ผิว
ดังนั้นแม้จะเรียกรวมว่า “หลุมสิว”
ก็ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาด้วยเครื่องเดียวกันทั้งหมด
เลเซอร์แผลเป็นบุ๋ม ใช้อะไรได้บ้าง? การรักษาแผลเป็นบุ๋มมีเป้าหมายหลักคือการปรับโครงสร้างของผิวและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใหม่ เทคโนโลยีหรือหัตถการที่แพทย์อาจเลือก ได้แก่
- Ractional Laser : สร้าง microscopic treatment zones ภายในผิวเพื่อกระตุ้นกระบวนการซ่อมแซมและสร้างคอลลาเจน
- eMatrix : เป็นเทคโนโลยี Fractional Radiofrequency ที่ส่งพลังงานลงสู่ผิวเป็นจุด ๆ เพื่อกระตุ้นการ remodeling ของผิว
- Morpheus8 : เป็น Microneedling RF ที่สามารถส่งพลังงานลงสู่ผิวในระดับความลึกที่กำหนด เพื่อกระตุ้นการปรับโครงสร้างของคอลลาเจน
- Pico MLA : ใช้การส่งพลังงานในรูปแบบ fractional เพื่อกระตุ้นการฟื้นฟูและremodeling ของผิว
- Subcision : สำหรับหลุมที่มีพังผืดดึงรั้ง โดยใช้เข็มหรืออุปกรณ์เฉพาะเพื่อปลดพังผืดใต้แผล
- TCA CROSS : ใช้สาร TCA ความเข้มข้นสูงแต้มเฉพาะจุดในหลุมบางประเภท โดยเฉพาะ Ice Pick Scar
ดังนั้นคำว่า “เลเซอร์หลุมสิว” จึงเป็นเพียงส่วนหนึ่งของการรักษา หลายครั้งหัตถการที่ไม่ใช่เลเซอร์กลับมีความสำคัญไม่แพ้กัน
6. แผลเป็นจากการผ่าตัด ( Surgical incision )
แผลผ่าตัดเป็นอีกกลุ่มที่คนค้นหา “เลเซอร์แผลเป็น” จำนวนมาก หลังการผ่าตัด แผลอาจพัฒนาไปได้หลายแบบ เช่น
จึงไม่มี “เลเซอร์แผลผ่าตัด” เพียงเครื่องเดียวที่เหมาะกับทุกคน ตัวอย่างเช่น
แผลแดง → อาจพิจารณา Vbeam
แผลมีเม็ดสี → อาจพิจารณายาทาหรือเลเซอร์เม็ดสี
แผลนูน → อาจต้องฉีดยาร่วมกับการรักษาอื่น
พื้นผิวไม่เรียบ → อาจพิจารณา fractional technology
การประเมินตั้งแต่ช่วงที่แผลยังใหม่มีประโยชน์ เพราะแพทย์สามารถติดตามทิศทางของการเกิดแผลเป็นและเลือกเวลาที่เหมาะสมในการเริ่มรักษาแต่ละชนิด
แผลเป็นใหม่ ควรรักษาเมื่อไหร่?
คำถามที่พบบ่อยคือ “ต้องรอให้แผลเป็นก่อนแล้วค่อยทำเลเซอร์หรือไม่?” คำตอบคือ ไม่จำเป็นต้องรอจนแผลเป็นสมบูรณ์ในทุกกรณี
การดูแลแผลเป็นสามารถเริ่มได้ตั้งแต่กระบวนการสมานแผล หากแพทย์ประเมินว่าแผลปิดดีและเหมาะกับการรักษานั้นแล้ว แต่ช่วงเวลาที่เหมาะสมแตกต่างกันตาม
ประเภทบาดแผล : ตำแหน่ง , การผ่าตัด , การติดเชื้อ , ความแดง , แนวโน้มการเกิดแผลนูน
** วิธีการรักษาที่จะใช้ ดังนั้นไม่ควรเลือกเวลาเริ่มเลเซอร์ด้วยตนเองจากจำนวนวันเพียงอย่างเดียว
Vbeam, Dual Yellow และ Pico ต่างกันอย่างไรสำหรับรอยแผลเป็น?
จำง่าย ๆ ว่าเลเซอร์แต่ละเครื่องมี “เป้าหมาย” ต่างกัน
- Vbeam Laser : เน้นสีแดงและหลอดเลือด เหมาะกับรอยแผลเป็นแดงและแผลบางชนิดที่มี vascular component
- Dual Yellow Laser : เน้นความแดงร่วมกับปัญหาสีผิว อาจเป็นตัวเลือกสำหรับผู้ที่มีทั้งความแดงและเม็ดสีร่วมกัน
- Pico Laser : เน้นเม็ดสี และมีบางโหมดสำหรับการปรับคุณภาพผิว
** หากใช้โหมดสำหรับ pigment จะเหมาะกับรอยดำมากกว่าการแก้ความนูนของแผลโดยตรง ส่วนโหมด fractional เช่น MLA มีวัตถุประสงค์ในการกระตุ้นการ remodeling ของผิว
ดังนั้นคำถามที่ถูกต้องจึงไม่ใช่
“Vbeam, Dual Yellow หรือ Pico เครื่องไหนดีที่สุด?” แต่ควรถามว่า “แผลของเรามีปัญหาหลักอยู่ที่สีแดง เม็ดสี หรือโครงสร้างของผิว?”
เมื่อรู้เป้าหมายแล้ว จึงสามารถเลือกเทคโนโลยีได้ตรงจุดมากขึ้น
เลเซอร์แผลเป็นต้องทำกี่ครั้ง?
ไม่มีจำนวนครั้งที่เหมาะกับทุกคน แผลเป็นแต่ละชนิดตอบสนองต่อการรักษาที่แตกต่างกัน และการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนต้องใช้เวลา ดังนั้นจำนวนครั้งขึ้นอยู่กับ
โดยทั่วไปการรักษาแผลเป็นควรมองเป็น “กระบวนการ” มากกว่าการคาดหวังว่าจะหายภายในครั้งเดียว
แผลเป็นเก่ารักษาได้ไหม?
แผลเป็นเก่ายังสามารถรักษาได้ในหลายกรณี แต่เป้าหมายและผลลัพธ์อาจแตกต่างจากแผลใหม่ ตัวอย่างเช่น ความแตกต่างระหว่างการรักษาแผลใหม่ vs แผลเป็นเก่า
แผลใหม่
เป้าหมาย: ป้องกันไม่ให้เกิดแผลเป็นนูน/คีลอยด์ และช่วยให้ผิวฟื้นฟูได้สมบูรณ์ที่สุดผลลัพธ์: ป้องกันการเกิดรอยแผลเป็นได้สูง หรือทำให้รอยแผลหลงเหลือน้อยที่สุดวิธีรักษา: การใช้แผ่นซิลิโคลนเจล, ยาแต้มรอยแผลเป็นที่มีส่วนผสมของ
Vitamin E/Centella, หลีกเลี่ยงแสงแดด
แผลเก่า
เป้าหมาย: ฟื้นฟูโครงสร้างผิว ปรับรอยนูน/รอยตุ่มนูน การสร้างคอลลาเจนใหม่เพื่อเติมเต็มรอยบุ๋ม
ผลลัพธ์: อาจไม่สามารถทำให้ผิวกลับมาเนียน 100% แต่ทำให้จางลง เรียบเนียนขึ้น และกลมกลืนกับผิวรอบข้างได้ 50–80%
วิธีรักษา: เลเซอร์ , การฉีดสเตียรอยด์, การตัดแต่งแผลเป็น หรือการทำ Subcision (สำหรับรอยบุ๋ม)
BTS Sanam Pao Station (Exit 1).
The clinic is only a short walk from the station, making your visit easy and convenient.
Exit 1
About Us
BOARD CERTIFIED DERMATOLOGIST, AMERICAN BOARD OF DERMATOLOGY IN LASER SURGERY, FELLOWSHIP IN COSMETIC LASER UNIVERSITY OF MIAMI, FELLOW IN DERMATOSURGERY AT RAMATHIBODI HOSPITAL
- 02-2796587
- 02-6198407
- 088-0410888
- 086-5684144
- clinicproderma@gmail.com
- 1019 -1019/1 พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กทม 10400 (ติด BTS สถานีสนามเป้า ทางออกที่ 1 ติดถนนพหลโยธิน ร้านสีขาวทางซ้ายมือ)
- เวลาทำการ : ทุกวันจันทร์ – อาทิตย์ เวลา 11:00 – 20:00 น.
Map
Proderma โพรเดอร์มา คลินิก 1019-1019/1 พหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กทม 10400
ฆสพ.สบส.๒๘๙๕/๒๕๖๙



