โรคฉี่หนู ภัยเงียบหลังน้ำท่วม | สาเหตุ อาการ การวินิจฉัย และวิธีป้องกัน
ช่วงที่มีน้ำท่วม โดยเฉพาะในภาคใต้ของประเทศไทย สิ่งที่หลายคนกังวลคือ โรคน้ำกัดเท้า, เชื้อราที่ง่ามเท้า, และ โรคระบบทางเดินอาหาร
แต่ยังมีอีกโรคที่พบได้บ่อย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต คือ โรคฉี่หนู (Leptospirosis)
💙 สิ่งสำคัญที่ควรรู้เกี่ยวกับโรคฉี่หนู
โรคฉี่หนูสามารถรักษาได้ หากได้รับการวินิจฉัยและเริ่มการรักษาอย่างรวดเร็ว ผู้ที่มีประวัติลุยน้ำ แช่น้ำ หรือสัมผัสดินโคลนในช่วงน้ำท่วม แล้วมีไข้สูง ปวดน่อง ปวดกล้ามเนื้อ หรืออาการผิดปกติอื่น ๆ ควรรีบพบแพทย์โดยไม่ควรรอดูอาการเอง
- ✔️ หลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือดินโคลน หากมีบาดแผลที่ผิวหนัง
- ✔️ สวมรองเท้าบู๊ตและถุงมือเมื่อต้องทำงานในพื้นที่เสี่ยง
- ✔️ รีบล้างร่างกายและทำความสะอาดบาดแผลหลังสัมผัสน้ำท่วมหรือน้ำที่อาจปนเปื้อน
- ✔️ หากมีไข้สูง ปวดน่อง ตาแดง หรืออาการคล้ายไข้หลังสัมผัสพื้นที่เสี่ยง ควรแจ้งประวัติการสัมผัสแก่แพทย์
- ✔️ การรักษาตั้งแต่ระยะเริ่มต้นช่วยลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนรุนแรง เช่น ไตวาย ตับอักเสบ หรือเลือดออกในปอด
บทความนี้ให้ข้อมูลเพื่อการศึกษา ไม่สามารถใช้แทนการวินิจฉัยหรือการรักษาโดยแพทย์ได้ หากมีอาการผิดปกติควรเข้ารับการประเมินโดยเร็ว

โรคนี้พบมากในช่วงน้ำท่วม เพราะเชื้อสามารถปนมากับน้ำ ดิน โคลน และเข้าสู่ร่างกายผ่านผิวหนังได้ง่าย โดยเฉพาะบริเวณที่ผิวอ่อนแอจากการแช่น้ำนาน เช่น ง่ามเท้า ที่เป็นเชื้อฮ่องกงฟุต
🦠 โรคฉี่หนูคืออะไร?
Leptospirosis (เลปโตสไปโรซิส) เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียรูปเกลียวชื่อ Leptospira interrogans spp.
เชื้อนี้อยู่อาศัยในไตของสัตว์หลายชนิด เช่น วัว ควาย สุกร หมา แต่ พบมากที่สุดในหนูนา
หนูที่ติดเชื้อจะไม่ป่วย แต่ขับเชื้อออกมาทางปัสสาวะ → ปนเปื้อนลงในน้ำท่วม ดิน โคลน คูคลอง
เชื้อสามารถอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้ 16–24 วัน
เชื้อนี้ถูกทำลายด้วย
✔ ความแห้ง
✔ แสงแดด
✔ อุณหภูมิสูงกว่า 45°C
✔ สบู่

เชื้อเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร?
เชื้อเข้าได้หลายทาง โดยเฉพาะ
• บาดแผลเล็ก ๆ
• ผิวหนังที่อ่อนแอจากการแช่น้ำ
• ง่ามเท้า ที่เป็นเชื้อรา/ฮ่องกงฟุต
• เยื่อบุตา เยื่อบุปาก
• ทางปอด (หายใจเอาฝอยละอองที่มีเชื้อ)
กลุ่มเสี่ยง
👨🌾 ชาวไร่ ชาวนา
👷 คนที่ต้องลุยน้ำท่วม
🐕 ผู้ทำงานในพื้นที่มีสัตว์เลี้ยง สัตว์ป่า
🌧 ผู้ที่เดินลุยน้ำโดยไม่ใส่รองเท้าบู๊ท
อาการของโรคฉี่หนู
หลังได้รับเชื้อ ระยะฟักตัวอยู่ที่ 2–3 วัน ถึง 2–3 สัปดาห์
ระยะที่ 1: อาการทั่วไป
• ไข้สูง หนาวสั่น
• ปวดศีรษะ
• ตาแดง
• ปวดกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะ น่อง
• คลื่นไส้ อาเจียน
• ปวดท้อง
อาการอาจดีขึ้นชั่วคราวประมาณ 1 สัปดาห์ แต่ไม่หายขาด
ระยะที่ 2: อาการรุนแรง
ถ้าไม่ได้รักษา เชื้อจะกระทบอวัยวะสำคัญ เช่น
• ไตวาย
• ตับวาย → ตัวเหลือง ตาเหลือง
• เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
• เลือดออกในปอด / ไอเป็นเลือด
• ความดันตก ช็อก
• อาจเสียชีวิต (อัตราตาย 5–18%)
การวินิจฉัยโรค
แพทย์จะตรวจ
• CBC (เม็ดเลือด)
• ค่าตับ–ไต
• ตรวจ PCR หาเชื้อ
• ตรวจแอนติบอดี Leptospira (เช่น MAT / IFA / Lepto IgM)
• เอกซเรย์ปอดหากสงสัยภาวะแทรกซ้อน
หมายเหตุ: ในระยะแรก ผลแอนติบอดีอาจ “ยังไม่ขึ้น” ต้องตรวจซ้ำใน 7–14 วัน
การรักษา
ระยะทั่วไป (อาการไม่รุนแรง)
• Doxycycline 100 mg วันละ 2 ครั้ง นาน 7 วัน หรือ
• Azithromycin 500 mg วันละ 1 ครั้ง นาน 3 วัน
อาการรุนแรง
ต้องรับการรักษาในโรงพยาบาล เช่น
• Penicillin G
• Ceftriaxone
• ร่วมกับ Doxycycline
• ดูแลภาวะไตวาย (อาจต้องฟอกไต)
• ดูแลระบบหายใจ หากมีเลือดออกในปอด (บางรายต้องใช้เครื่องช่วยหายใจ)
วิธีป้องกันโรคฉี่หนูในช่วงน้ำท่วม
✔ ใส่รองเท้าบู๊ททุกครั้งเมื่อจำเป็นต้องลุยน้ำ
✔ ล้างทำความสะอาดเท้าด้วยสบู่ทันทีหลังสัมผัสน้ำ
✔ หลีกเลี่ยงการเดินเท้าแช่น้ำเป็นเวลานาน
✔ หากมีแผลควรปิดแผลให้มิดชิดก่อนลงน้ำ
✔ หลีกเลี่ยงน้ำท่วมขังหรือโคลนเท่าที่ทำได้
✔ หากเป็นเชื้อราที่ง่ามเท้า ต้องรีบรักษา (ฮ่องกงฟุตเป็น “ทางผ่าน” ของเชื้อ)
✔ พบแพทย์หากมีไข้หลังลุยน้ำ
ขอบคุณข้อมูลจาก พญ.สุพิชชา กมลรัตนกุล
ที่ตั้ง :ติดบันได ทางออกที่ 1 สถานีรถไฟฟ้า บีทีเอส สนามเป้า
1019/1 ถนนพหลโยธิน แขวงสามเสนใน เขตพญาไท 10400
เปิดทำการ 11:00 – 20:00 ทุกวัน
หมายเลขโทรศัพท์ : 02-619-8407, 02-279-6587, 086-568-4144
หรือติดต่อ proderma clinic ผ่านทางสังคมออนไลน์ ( Social network )
LINE OFFICIAL ACCOUNT: @Proderma
Email :Clinicproderma@gmail.com




