Radiesse รีวิว กระตุ้นคอลลาเจน เสริมสร้างใยตาข่ายผิวใหม่ 


มาอีกแล้วค่ะ หลังจากที่ได้ทำ Sculptra ไปเมื่อประมาณห้าถึงหกเดือนที่แล้ว
เมื่อมีของใหม่เราต้องลองค่ะ แต่เราจะไม่ลอง ผลิตภัณท์ ของที่ไม่ผ่านการรับรอง การรับรองที่เราหมายถึง คือการรับรองมาตรฐาน องค์การอาหาร และยา ทั้งในไทย และสหรัฐอเมริกา US FDA ตัวนี้มีความปลอดภัย ในการใช้มากกว่า 20 ปี ทั่วโลก
นั่นคือ Radiesse มีส่วนประกอบ สำคัญอยู่ 2 ส่วน
1.70% CMC GEL ตัวนี้โมเลกุลมีความหนืด มีความอุ้มน้ำ แม้ว่าจะไม่ใช่ HA แต่ก็ได้ผลเหมือนการเติมฟิลเลอร์เลย
2. CaHA microsphere 30% ซึ่งส่วนนี้ เหมือนกับ เนื้อของกระดูก และฟัน ของเรา  โดยพบว่าหลังการฉีด สามารถกระตุ้น การทำงานของ Fibroblast เพื่อกระตุ้น ให้มีการสร้างคอลลาเจนได้
ซึ่งตามงานวิจัยแล้ว  สามารถกระตุ้นได้ ถึง 5 ส่วน ด้วยกัน

นั่นคือ กระตุ้น การสร้างคอลลาเจน ทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 3
กระตุ้นการสร้างอิลัสติน ทำให้ผิว มีความยืดหยุ่นอย่างสูง
กระตุ้น proteoglycan เพิ่มความชุ่มชื้น ให้กับผิว
และ กระตุ้น การสร้างเส้นเลือด ใหม่ เพื่อ เพิ่มอาหาร ให้กับผิว

เมื่อเรารู้ข้อดี กันแล้ว ไม่รอช้า เราตรงไปฉีด เป็นคนแรกแรก ในประเทศไทยเลย
โดยสารตัวนี้ ต้องบอกว่ามีเทคนิค ในการฉีดหลายแบบมาก
ขึ้นกับเทคนิคผสม
1. Radiesse plus คือ Radiesse เข้มข้น ที่ผสมยาชามาเรียบร้อยแล้ว เอาไว้เพื่อเป็นสารเติมเต็ม เหมือนฟิลเลอร์ สามารถ นำมาฉีดเติมคาง ยกกระชับใบหน้า เหมือนฟิลเลอร์เลย

2. Radiesse คุณสมบัติเหมือนกัน แต่ไม่ได้ผสมยาชา เราสามารถนำมาผสมเองภายนอกได้ เราสามารถ ผสม ได้หลายแบบมาก ขึ้นกับ เทคนิค และความต้องการ ของคนไข้ และแพทย์เป็นหลัก

โดย อาจจะผสมยาชา เพียงเล็กน้อย หรือ ผสมกับน้ำเกลือ และยาชา ในอัตราส่วน 1:1 (Radiesse 1.5 cc + น้ำเกลือ 1.5 cc )

ข้อดี ในการผสม เทคนิคนี้คือ

เห็นผลโดยทันทีที่ทำ

ผลลัพธ์ยาวนาน

สามารถเติมเต็ม บริเวณคาง ร่องแก้ม รอบปาก ปรับรูปหน้า ได้ แถมยังสามารถกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนได้ด้วย ทำให้เรา คาดหวังผลลัพธ์ ที่จะอยู่ยาวนาน ได้มากกว่า การฉีดฟิลเลอร์ทั่วไป ซึ่งหลายคน มีปัญหาว่า การฉีดฟิลเลอร์ไปอยู่ได้ ไม่ถึงหนึ่งปี

กับ เทคนิคอีก เทคนิคหนึ่ง คือการผสมแบบ dilute ไม่ได้หวังผลการเติมเต็ม หวังเพียง แต่กระตุ้นคอลลาเจน HYPERDILUTED RADIESSE โดยอาจผสม 1:2-1:6 ขึ้นกับเทคนิค ลักษณะผิว และบริเวณที่ ทำการรักษา

ซึ่ง ถ้าเทียบ จุดเด่น และ จุดด้อย เพื่อเปรียบเทียบ ข้อแตกต่างกับ sculptra

HYPERDILUTED RADIESSE vs Sculptra

จุดเด่น
1. ได้รับ การรับรอง ให้ฉีดเติมเต็ม ใบหน้า ส่วนล่าง ลำคอ และ มือ จึง สามารถ แก้ไขปัญหา บริเวณรอบปาก ขอบหน้า คาง ได้ เป็นอย่างดี
2. การกระตุ้น คอลลาเจน ไม่ผ่าน ขบวนการการอักเสบ จึงทำให้โอกาส ในการเกิด ก้อน granuloma น้อยกว่า
3. นอกจาก การกระตุ้นคอลลาเจน แล้วยังช่วย ทำให้ผิวหน้า ดูชุ่มชื้น อุ้มน้ำ
ข้อด้อย
1. สามารถ ทำการฉีด บริเวณบริเวณขมับได้ แต่ยัง ไม่ได้รับการรับรอง จาก องค์การอาหาร และยาสหรัฐอเมริกา จึงแนะนำทำ กับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เท่านั้น
2. การกระตุ้น คอลลาเจน แนะนำให้ฉีด ในชั้นที่ค่อนข้างตื้น subdermal plane จึงทำให้ มีโอกาสเกิด ความระบม ความเขียว หลังทำได้สูง ซี่งจะหายไปเอง ในเวลาไม่กี่วัน
3. เนื่องจาก ตัวแคลเซี่ยม มีความหนืด ค่อนข้างมาก แพทย์ ที่ทำการฉีด จึงต้องมี ความเชี่ยวชาญในก ารใช้ผลิตภัณฑ์ ค่อนข้างมาก โดยปัจจุบัน Merz ผู้นำเข้าได้ ทำการเทรนคุณหมอ เพื่อให้มีความมั่นใจ ในการใช้ผลิตภัณฑ์มากยิ่ง

วันนี้ เราได้รับการฉีด Radiesse โดย แพทย์หญิง ศศธร สิงห์ทอง Board Certified Dermatologist Dermatosurgery แพทย์ประจำ PRODERMA 

โดยเราได้รับการฉีด ในสูตรที่เข้มข้น  (ไม่ใช่เทคนิคที่มีการสอนแพทย์ทั่วไปในปี 2566 นี้) เพราะเนื่องจาก คลินิก นี้เป็น คลินิกเฉพาะทางผิวหนัง และ คุณหมอ ที่ทำการฉีดให้ ยังมีความเชี่ยวชาญ ในการใช้ผลิตภัณฑ์ ที่ค่อนข้างสูงมาก

ผลการรักษษอาจแตกต่างในแต่ละบุคคล
หลังทำทันที ที่รอบปาก และขอบหน้า

การฉีด Radiesse รีวิว ด้วย เทคนิคนี้ ผลลัพธ์ที่เห็น จะอยู่ ยาวนาน ไม่มีช่วงที่รู้สึก ว่ายุบตัวลง ต่างกับการฉีด แบบ hyperdilute ซึ่งแบบนั้น จะมีการกระจาย ไปทั่วใบหน้า ช่วงสามอาทิตย์ อาจจะรู้สึกว่าผลลัพธ์ได้ น้อยลง  แล้ว  รอการสร้างคอลลาเจน ของเรา เพิ่มขึ้นอีกครั้ง

ข้อเสีย อย่างมาก ของตัว Radiesse คือ ยังไม่มียา ที่สามารถสลายได้ เหมือนกับ การใช้ฟิลเลอร์
นั่น หมายความว่า หากเทคนิค ไม่ดี เป็นก้อน หรือเข้าเส้นเลือด จะไม่สามารถแก้ไขได้

จึงแนะนำทำโดยผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ

โทรศัพท์ : 088-0410888, 02-2796587, 02-6198407, 086-5684144

Email : clinicproderma@gmail.com

Line Official Account: @proderma

Facebook : Proderma

Instagram (IG) : Proderma

Tiktok : @prodermaclinic

Share